วันพฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

1. ปูพื้นฐาน + กราฟแท่งเทียน (Candle Stick)

หน้าตาภาพในตลาดหุ้นบางส่วน


1. ชื่อหุ้น
2. ราคาหุ้น ณ ปัจจุบัน  +1 หมายความว่า +1 บาท คิดเป็นเพิ่มขึ้น 0.28% จาก ณ ราคาวันก่อน คือ 358 บาท
3. Vol/Value(K) จำนวนหุ้น กับ จำนวนเงิน
4. การแกว่งตัวของราคาหุ้น (High/Low) High ของวันคือ 360 Low ของวัน 352 บาท
5. Volume  Bid / Volume  Offer

- Volume ฝั่ง Bid คือ จำนวนคนตั้งเสนอซื้อหุ้นที่ราคา 358 บาท จำนวน 11,900 หุ้น
สมมติเอ็งมีหุ้น ปตท(PTT) อยู่ในมือ 120,000 หุ้น ต้องการขายทันที นั่นหมายความว่า
จะขายที่ราคา 358 จำนวน 11900
ส่วนที่เหลืออีก 100100 หุ้น จะไปขายที่ราคา 357 บาท

- Volume ฝั่ง Offer คือ กลับกันกับฝั่ง Bid คือจำนวนคนที่ต้องการเสนอขาย โดยต้องมีหุ้นอยู่ในมือ
ที่ราคา 359 บาท มีคนต้องการเสนอขาย 166,900 หุ้น

สมมติว่าเอ็งต้องการซื้อเลยที่ราคา 359 บาทจำนวน 10,000 หุ้น ก็สามารถได้หุ้นทันที เรียกว่าหุ้นมีสภาพคล่องเพียงพอ

ทีนี้ถ้าเอ็งอยากได้ถูกลงมาหน่อยสักบาทนึง จำนวน 10,000 หุ้น ก็ไปเสนอซื้อราคาที่ 358 บาท แต่เอ็งต้องไปต่อคิว 11,900 หุ้น ไอ่จำนวนนี้ก็จะอัพเดทเพิ่มกลายเป็น 21,900 หุ้น พอมันหมด 11,900 หุ้นที่เหลือก็ถึงคิวเอ็ง

การซื้อจำนวนหุ้นต่ำสุดในตลาดหลักทรัพย์

น้อยสุด 100 หุ้น หรือมากกว่านั้น โดยหาร /100 ลงตัว
นั่นหมายความว่า ถ้าต้องการจะซื้อหุ้น ปตท. (PTT)
จะต้องมีเงินอย่างน้อย 359 x 100 =  35,900 บาทโดยประมาณ

ถ้าต้องการจะซื้อจำนวนเศษ เช่น 1 หุ้น 30 หุ้น 64 หุ้น 95 หุ้น ต้องไปซื้อในบอร์ด (ODD LOT)
ส่วนถ้าต้องการเสนอซื้อจำนวนมากๆ มหาศาลเช่น 10 ล้านหุ้น เรียกว่า (BIG LOT)
หุ้นในตลาดมีราคาต่ำสุดที่ 0.01 บาท (หนึ่งสตางค์) มีบาทนึงก็ซื้อหุ้นได้
จนสูงๆ ก็หลายร้อยบาท

มารู้จักเบสิคพื้นฐานแรกของการเริ่มต้นศึกษา Technical Analysis สิ่งแรกที่ต้องรู้จักคือ แท่งเทียน (Candlestick)

แท่งเทียนเกิดจากการเอาราคาที่แกว่งตัวในตลาดทุกๆ วันมาพล๊อตเป็นแท่ง วันละแท่ง วันละแท่ง


หน้าตามันเป็นแบบนี้

ตรงที่เขียนว่า Real Body เรียกว่า แท่งเทียน ขีดเดียว Upper/Lower Shadow เรียกว่า ไส้เทียน

สีเขียวแสดงถึง การเพิ่มขึ้นของราคา เช่น เปิดตลาด มีราคา (Open) ที่ 358 บาท
ในระหว่างวันหุ้นมักจะมีราคาแกว่ง เช่น PTT ว่ามีแกว่งทั้งขึ้นและลง คือทำ High ที่ 360 บาท Low 352 บาท
แต่ปิดตลาด (Close) จบลงที่ 359 บาท

ตรงราคา
358 - 359  บาท  เรียกว่า แท่งเทียน
352 - 358  บาท  เรียกว่า ไส้เทียนล่าง
359 - 360  บาท  เรียกว่า ไส้เทียนบน



แท่งขวาสุดคือ ณ ปัจจุบัน 1 แท่ง = 1 วัน
( ใช้ Time Frame 1 แท่งต่อหนึ่งวัน ไอ่ตรงนี้สามารถ Adjust ปรับเปลี่ยนเลือก Time Frame ได้
 เช่นถ้า Set แท่งละสัปดาห์ก็ปรับในโปรแกรมเอาได้ )

แท่งสีเขียว หมายถึงราคาเป็นบวก    เปิดต่ำแต่ปิดราคาสูงกว่า
แท่งสีแดง     หมายถึงราคาเป็นลบ      เปิดสูงปิดต่ำ

จะสังเกตุได้ว่า ไส้เทียนด้านล่างจะยาว คือราคาแกว่งระหว่างวันไปที่ 352 - 358 บาท
ส่วนแท่งเทียนมีอยู่จึ๋งนึงคือ 358 - 359
High พุ่งไป 360

** ไม่ว่าจะซื้อกี่หุ้น 1 หุ้น แสนหุ้น ล้านหุ้น ก็มีสิทธิ์เข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้น เพื่อรับฟังการแถลงการณ์ต่างๆ
หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้บริหารก็ได้ เช่น เรื่องการลงทุนในอนาคต , ปันผล , จิปาถะ ฯลฯ


จริงๆ แล้วกราฟมันมีหลายแบบ แต่ใช้กันมากที่สุดก็นี่แหละ Candlestick เอา รูปมาให้ดูเฉยๆ ด้านซ้ายเรียกว่า Bar Chart

การนำแท่งเทียนหลายๆ แท่งมันก็สามารถวิเคราะห์ได้หลายๆ Pattern เอารูปมาให้ดูอีก
จะเห็นได้ว่ามี Pattern ที่หลากหลาย หรือเยอะจัด ยังไม่ต้องจำ ดูให้รู้ว่ามันมีก็พอไปก่อนตอนนี้
ไอ่พวกนี้บางคนก็เอาไป predict แนวโน้มในอนาคตกัน ย้ำอีกที ดูเฉยๆ ยังไม่ต้อง งง



วันนี้พอก่อน... ต่อตอนหน้า

วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2554

Top Rank

วันนี้นั่งดูเกี่ยวกับ The Best หรือ ระดับสุดยอด ของ Topic ต่างๆ ของเว็บ http://www.cnbc.com/ เช่น Who has the Most Gold ? โอ๊ว แค่นี้ก็น่าสนใจแล้ว หรืออีกหลายๆ Topic

คือแค่ Topic มันก็น่าคลิ๊กเข้าไปอ่านแล้ว คลิ๊กๆ เข้าไปอ่านได้ความรู้ + มุมมองใหม่ๆ เจ๋งๆ ดี

อย่าง Topic : The 15 Most Profitable Movies of All Time 

คือภาพยนตร์ที่กำไรมากที่สุดตลอดกาล เทียบจาก ROI (Return on Investment) หรือเงินลงทุนในการสร้างหนังนั่นเอง คือบางเรื่องนี่ผมไม่เคยได้ยิน + รู้จักมาก่อนเลย แต่พวกนี้กลับทำกำไรได้อย่างมหาศาล หนังมันอาจจะเรียกว่าเข้าขั้น 'อมตะ' ในบ้านของอเมริกา หรือพูดแบบหยาบๆ ว่า ไอ้กันนั่นเอง  เอิ๊ก

คือ ค่าเงิน ROI นี่ปรับลดอัตราเงินเฟ้อแล้วนะ เพื่อความยุติธรรมของปีที่ผลิตหนังด้วย

เริ่มจากอันดับ 15 ไป 1 เอามาลงเฉพาะเรื่องที่น่าจะเคยผ่านตากันมา เรื่องอื่นๆ ไม่เคยดู + ไม่เคยได้ยิน ถ้าอยากดูรายละเอียดเพิ่มเติมกดเข้าไปตามลิ้งด้านล้างโลด
15. The Lord of the Rings: The Return of the King (2003) คุ้นหู คุ้นตากันดีกับสุดยอดภาพยนตร์ แบบดูแล้วอินอ่ะ


Return on investment: 1008%
Budget $111 million (inflation-adjusted)
Gross revenue $1.1 billion

11. Jaws (1975) หนังฉลาม ดูตอนเด็กๆ นี่เหวอเรื่องฉลามไปพักนึงเวลาไปเล่นน้ำทะเล เหมือนตอนเด็กๆ เจอผู้ใหญ่เล่าเรื่องผีแล้วมันฝังใจน่ะ -.-

Return on investment: 1308%
Budget $36 million (inflation-adjusted)
Gross revenue $471 million

9. Home Alone (1990)

Return on investment: 1590%
Budget $30 million (inflation-adjusted)
Gross revenue $477 million

6. Star Wars (1977)

Return on investment: 1938%
Budget $40 million (inflation-adjusted)
Gross Revenue: $775 million

3. Slumdog Millionaire (2008)



Return on investment: 2520%
Budget $15 million (inflation-adjusted)
Gross revenue $378 million

2. E.T. the Extra-Terrestrial (1982)



Return on investment: 3172%
Budget: $25 million (inflation-adjusted)
Gross Revenue: $793 million
1. My Big Fat Greek Wedding (2002)



Return on investment: 6150% !Budget $6 million (inflation-adjusted)
Gross revenue $369 million

อีกอันนึงที่น่าสนใจคือ Best Job in America 2011 จริงๆ แล้ว ผมคิดว่ามันก็อนุมานรวมไปถึงปีก่อนๆ ด้วยนะ
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ เหตุผลในการเลือกจ๊อบ Reason แทบจะมีทุกอันในการเลือกคือ Hiring Outlook ความเท่ + ดูดี ในสายตาผู้อื่น คนถามนี่คุณทำงานอะไร พวกนี้คือตอบแล้วแบบ 'ยืดอก' พูดได้ว่างั้น

มาดูอันดับกันดีก่า

10. Dental Hygienist

Average Salary: $67,107
Scored High On: Hiring Outlook, Low Stress

9. Audiologist (พวกรักษาเกี่ยวกับหูอะ)

Average Salary: $63,144
Scored High On: Hiring Outlook, Low Stress

8. Historian

Average Salary: $63,208
Scored High On: Hiring Outlook, Work Environment, Salary

It used to be that the best job prospects for historians were in the classroom, and the pay was low. But, thanks to a boom in hiring of historians by the government and private sector in the past few years, demand and salaries rose

6. Meteorologist (นักอุตุนิยมวิทยา)

Average Salary: $85,210
Scored High On: Hiring Outlook

There’s always one job on the list that kind of jumps up unexpectedly and this year, that wild card spot goes to meteorologist, which climbed six notches on the list.

Meteorologists, or atmospheric scientists as the Labor Department calls them, are experiencing a

5. Computer System Analyst (พวกนักวิเคราะห์ระบบ) ตอนตูเรียนไอนี่ไม่หนุกเลย ให้ตายเหอะโรบิ้น

Average Salary: $77,153
Scored High On: Hiring Outlook, Work

4. Statistician (นักสถิติ)
Average Salary: $73,208
Scored High On: Hiring Outlook, Work Environment

3. Actuary (พวกขายประกัน)

Average Salary: $87,204
Scored High On: Hiring Outlook, Work Environment

2. Mathematician



Average Salary: $94,178
Scored High On: Hiring Outlook, Work Environment

1. Software Engineer



Average Salary: $87,140
Scored High On: Hiring Outlook, Salary, Work Environment

สังเกตุได้ว่า Reason นึงที่มีแทบจะทุก Job จะมีอีกอย่างคือ Low Stress ! ทำแล้วไม่ค่อยเครียดว่างั้น
 พวกเหตุผลรองๆ มา ก็สภาพแวดล้อมในการทำงาน แล้วส่วนมากจะสังเกตุได้ว่าเหตุผลมันก็เหมือนๆ คนทั้งโลกนั่นแหละHigh Salary ไรพวกนี้

ประมาณว่า เงินดี เครียดน้อย ดูเท่ ฮ่าๆ เหตุผลหลักๆ

แล้วที่แปลกก็คืออันดับบนๆ นี่จะเป็นเกี่ยวกับพวกเลข เพราะเนื่องจากอเมริกาเป็นประเทศที่ค่อนข้างจะเป็น Knowledge Worker ซะส่วนใหญ่ คือทำอะไรที่มันดูแล้วยากๆ ลึกลับซับซ้อนแล้วมันเท่ว่างั้นเถอะ ส่วนพวกงานระดับ Labor นี่ประเทศจะ Outsource ไปให้จีนบ้าง อินเดียบ้าง หรือประเทศในหมู่เอเซียบ้าง เพื่อตัด Cost (ต้นทุน) ของธุรกิจให้ได้มากที่สุด จะได้ถูกๆ

คือรักษาแต่ระดับพวกหัวกะทิไว้เพื่อคิดๆๆ Innovation  +  create Platform เจ๋งๆ เช่น Google , Facebook , Twitter , Microsoft windows , Internet พวกงานส่วนใหญ่ก็ใช้เครื่องทำแล้วใช้คนคุมแค่คนสองคนพอ นี่เป็นปัญหาที่ทำให้เกิดการจ้างงานในอเมริกาตามมา  เริ่มนอกเรื่อง
มาดูสิ่งที่น่าสนใจบางอันดีก่า เหมือนคำพูดของอาจารย์คนนึงตอนสมัยประถม 'รู้ไว้ใช่ว่า...'    (ใส่บ่าแบกหาม)

The Cleanest Cities : Calgary, Canada


Asia's Most Valuable Companies : PetroChina (PTR) ปิโตร ไชน่า
Market Cap: $329.6 Billion
เทียบกับพี่ปตท ของเรา Market Cap : 1,083,802 ล้านบาท

Porn's Most Popular Stars : Joanna Angel (ใครฟะ ไม่รู้จัก)
ถ้าในเมืองไทยที่คุ้นๆ หู รวมทั้งคุ้นๆ ตาด้วย? 55 ก็คงเป็นพวก มิยาบิ อาโออิ อะไรพวกนี้ อิอิ แต่ตูไม่ชอบทั้งสองคนนี้หงะ คนอื่นน่ารักกว่า ฮา

มาดูรูป


The World's Strongest Liquor Brands :  Smirnoff คุ้นเคยกันดี เอิ๊ก



The Hottest Commodities of 2011 :
1. Cotton


พอละวันนี้ ราตรีสวัสดิ์ครับ :)

วันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

Leverage ของเงินลงทุน

การซื้อหุ้นนั้น การดูเรื่องปัจจัยพื้นฐานของบริษัทเป็นส่วนสำคัญ
รวมทั้งสถิติต่างๆ ด้วย เช่น ค่า P/E , P/BV , งบต่างๆ ฯลฯ

สมมติถ้าเกิดเจอหุ้น พื้นฐานแข็งแกร่ง P/E ใกล้ๆ กัน ตัวเลขอื่นๆ ก็ใกล้ๆ กัน จะเลือกยังไงดี ?

มาดูกัน...

ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ราคากับจำนวน ที่ซื้อ กับช่วงของราคา

เนื่องจากราคาหุ้นในตลาดมีราคาไม่เท่ากัน คือ มีราวๆ 500 บริษัท
ราคาก็มีตั้งแต่ 0.01 จนถึง 800 กว่าบาท ต่อหุ้น การซื้อต้องซื้อขั้นต่ำอย่างน้อย 100 หุ้น
และต้องซื้อในจำนวนที่ 100 หารลงตัวเสมอ (ไม่รวมกระดาน Odd Board ซึ่งสภาพคล่องต่ำมาก)

ในวงเงินจำนวนเท่ากัน ในที่นี้จะสมมติที่ 740,000 บาท เพื่อให้หาร Banpu ลงตัว ณ ราคาปัจจุบัน
ถ้าไม่นับเรื่องความถูกแพงของหุ้น ไม่ดูค่า (P/E , P/BV , อื่นๆ ) คือนัยว่าวิเคราะห์มาแล้ว
และเป็นการลงทุนระยะสั้น เรียกง่ายๆ ว่า "Day Trade"

** การกำหนดวงเงินเท่านี้เนื่องจากในจำนวนเงินเท่านี้สามารถ 'เคาะ' หุ้นเพียงครั้งเดียวแล้วได้หมดเลย
ถ้ากำหนดวงเงินมากกว่านี้เช่น 5 ล้าน บางห้นสภาพคล่องไม่เพียงพอทำให้ต้องถัวเฉลี่ยราคาที่ซื้อไป
จะทำให้เข้าใจยากต่อคนอ่านมากขึ้น

การเข้าซื้อหุ้นในขณะที่ช่องเหมือนกัน แต่กำไรไม่เท่ากัน แน่นอนขาดทุนก็ไม่เท่ากันเช่นเดียวกัน

ราคา < 2 บาท  จะเพิ่มช่องละ  0.1
ตั้งแต่ > 2-5 บาท ในช่วงนี้ จะเพิ่มทีละ 0.02
ตั้งแต่ > 5-10  จะเพิ่มทีละ 0.05
ตั้งแต่ > 10 -25  จะเพิ่มทีละ 0.10
ตั้งแต่ > 25-100  จะเพิ่มทีละ  0.25
ตั้งแต่ > 100 - 200 จะเพิ่มทีละ  0.5
ตั้งแต่ > 200 - 500 จะเพิ่มทีละ 1
ตั้งแต่ 500 - 1000  จะเพิ่มทีละ  2

ทีนี้คำถามว่าควรจะซื้อราคาไหน สมมติว่าเอ็งเป็น Day Trade แล้วจะได้กำไรมากที่สุด

สมมุติเด้ง 3 ช่องขาย ราคาที่เอามาเป็นราคา ณ วันที่ 08/02/54

การคิดไม่นับค่า Commission กับ Tax คิดเป็นตัวเลขกลมๆ ดูง่ายๆ
วงเงินทุกตัว 740,000 บาท ( เนื่องจากจะได้หาร BanPu ลงตัวซึ่งเป็นหุ้นที่มีราคาต่อหุ้นสูงสุด ราคาพาร์นั่นแหละ )

Banpu ราคา 740 บาท  ซื้อได้จำนวน  1000 หุ้น  เด้ง 3 ช่องขายนั่นแปลว่า ขายที่ราคา 746 บาท / หุ้น กำไร = 6000 บาท

JAS ซื้อราคา 1.87 จำนวน 395,700 หุ้น ขาย 1.90  กำไร 11,871 บาท
BTS ซื้อราคา 0.74 จำนวน 1,000,000 หุ้น ขาย 0.77  กำไร 30,000 บาท
MCS ซื้อราคา 10.5 จำนวน 70,400 หุ้น ขาย 10.8  กำไร 21,120 บาท
CPF ซื้อราคา 21.9 จำนวน 337,00 หุ้น ขาย 22.2  กำไร 10,110 บาท
AJ ซื้อราคา 27.25 จำนวน 27,100 หุ้น ขาย 28 กำไร 20,325 บาท
PTL ซื้อราคา 30.5 จำนวน 24,200 หุ้น ขาย 31.25  กำไร 18,150 บาท


จะเห็นได้ว่าในวงเงินเท่ากัน กำไร / ขาดทุนก็ไม่เท่ากัน ในขณะที่ช่องเคลื่อนไปเท่ากัน

จริงๆ แล้วยังมีการซื้ออีกรูปแบบหนึ่ง เป็นแบบ ควบช่องราคาที่ต่างกัน
เช่น ซื้อ IVL ราคา 24.90 เด้ง 3 ช่อง
ช่องแรก กำไรช่องละ 0.10 บาท
ช่องสอง กำไรช่องละ 0.25 บาท ( รวมเป็น 0.35 ) เนื่องจากราคาเลย 25 บาท เป็น 25.25
ช่องสาม กำไรช่องละ 0.25 บาท ( รวมเป็น 0.60 ) ราคาเป็น 25.50
ถ้าวงเงิน 740,000 ซื้อได้ 29,700 หุ้น กำไร 17,820 บาท
ถ้า ซื้อ ณ ราคา 25 บาท จะกำไร 22,200 บาท

จะเห็นได้ว่ายิ่งซื้อใกล้ราคาบันไดช่วงใหม่ตอนเริ่มต้นมากเท่าไหร่ กำไรก็จะมากตามด้วย

**สรุป ถ้าเกิดมีหลายๆ ตัวเลือก แล้วพื้นฐานโดยส่วนใหญ่ใกล้เคียงกัน ให้ดูราคาเป็นหลัก ยิ่งใกล้ช่วงเริ่มต้นบันไดใหม่เท่าไหร่ ให้เล็งตัวนั้นไว้ก่อน ยิ่งปลายบันไดมากเท่าไหร่ โดยถ้าเล่นสั้น ควรเลือกตัวที่ถูกกว่า
ถ้าเล่นยาวก็ไม่เป็น เนื่องจากมีโอกาสกินส่วนต่างของช่วงที่เพิ่มขึ้น

***สรุป 2 ในระยะยาวแล้ว หุ้นถูกกว่า มีสิทธิ ทำกำไรได้หลายเด้งมากกว่า

**** สรุป 3 ถ้าทุกอย่างเหมือนกัน ให้ซื้อที่ใกล้ราคาใกล้ช่วงเริ่มต้นใกล้บันไดช่วงใหม่มากที่สุด และเลือกขั้นบันไดที่ถูกที่สุด

ให้จำไว้ว่ายิ่งเงินลงทุนมากเช่น 10 ล้าน ส่วนต่างก็มาก บางทีต่างกันหลายแสนเพราะแค่ขั้นบันไดของราคา

สุดท้าย ขอให้โชคดีมีตังในการซื้อขายหุ้นกันถ้วนหน้า

โดยส่วนตัวแล้ว เชื่อว่า ความรู้จะจัดดุลยภาพของเงินที่ลงทุนไปให้เหมาะสมกันเอง
แต่ทั้งนี้่ ทั้งนั้น ข้าพเจ้าเชื่อเรื่องบุญ-บาป ด้วย

คนมีบุญจิ้มตัวไหน ตัวนั้นก็ขึ้น ถึงแม้ว่าพื้นฐานไม่ดี แต่บางทีเข้าจังหวะดี มีข่าวดี มีจ้าวลาก
อาทิเช่นต้องการเพิ่มทุน ก็กำไรบาน เสมือนบุญก็จะนำพาโอกาสดีๆ มาให้
แต่ถ้าความรู้ไม่มีก็ไม่รู้จะขายช่วงไหน ทำให้กำไรที่ได้ค่อยๆหดลงเรื่อยๆ ดีไม่ดีกลายเป็นขาดทุนไป
เพราะฉะนั้นอย่าลืมแบ่งเงินส่วนหนึ่งไปทำบุญด้วย และก็อย่าทำบาปเด้อ จะทุกข์หลายๆ สิบอกไห่

วันจันทร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2554

Pay it forward

เมื่ออาทิตย์ก่อน ไปเที่ยวภาคเหนือ ไปจากกรุงเทพ - นครสวรรค์ - ลำปาง - เชียงใหม่

นั่งรถทัวร์ แบบมีไกด์ไป ไม่ได้เที่ยวแบบมีไกด์นานมากแล้ว ส่วนมากชอบแบกเป้ผจญภัยมากกว่า

บางทีแบกเป้ไป ทำการบ้านไปไม่ดี เที่ยวไม่คุ้ม แถมเสียตังเยอะอีกต่างหาก อย่างตอนไปเที่ยวญี่ปุ่น

เสียตังไปหลาย แต่เที่ยวไม่ค่อยคุ้มเท่าไหร่ ตอนนั้นไปคนเดียวด้วย เปรี้ยวจริงๆ

เข้าเรื่องดีกว่า...

นั่งรถไป ระยะเวลาทั้งหมดจากกรุงเทพ ไปถึงโรงแรมเชียงใหม่ ใช้เวลาประมาณ 12-14 ชั่วโมง

แวะปั้มประมาณ สองชั่วโมงครั้ง ออกจากกรุงเทพราวๆ 17.30 นั่งๆ ไป ราวๆ สองทุ่มครึ่ง

แวะพักกินข้าวต้มที่โรงแรมพิมพิมาน กินเสร็จรู้สึกมวนท้อง

จริงๆ แล้ว โดยส่วนตัวเบื่อการนั่งอะไรนานๆ โคตร เช่นนั่งเครื่องบิน นั่งรถทัวร์ มันรู้สึกอึดอัด ขยับก็ไม่ค่อยจะได้ดั่งใจ

ไปคราวนี้กะไปพักผ่อนเยอะๆ แต่โปรแกรมแม่งกินๆ เที่ยวๆ ทั้งวัน นอนวันละ 5-6 ชั่วโมง แถมวันแรกไม่ได้นอนอีกต่างหาก

คิดว่าได้ไปผ่อนคลายแล้วไออาการที่ป่วยๆ ออดแอดๆ อยู่จะหายดี จริงๆ ป่วยครั้งนี้มีสาเหตุ เอาไว้ค่อยเขียนอีกเรื่อง

เป็นเรื่องที่แปลกแต่จริง ! เล่าไปเรียบร้อยที่ Meeting ครั้งนึงละ

เข้าเรื่องต่อ... ออกทะเลประจำ ฮ่าๆ

นั่งไปปวดท้องไป คิดว่าสักพักคงหาย เอ้ยแม่งไม่หายเฟ้ย บอกไกด์สาวชื่อพี่ชมพู่ ขอพาราเม็ดนึงครับ

เธอพยักหน้ารับรู้ แล้วเดินหันหลังกลับไปที่ชั้นหนึ่งไปหยิบยา สักพักขึ้นมา บอกยาหมดค่ะ นั่งปวดต่อ

จริงๆ กะกินสักเม็ดจะได้หลับๆ เลยหลับตาสักพัก ผู้ ญ สองคนข้างหน้าวัยรุ่น อายุใกล้ๆ กะเรา

หันมา ยื่นพารามาสองเม็ด พร้อมรอยยิ้ม รู้สึกว่าเธอสวยขึ้นมาทันใด

ทำให้นึกถึงหนังสือเล่มนึง ของหนุ่มเมืองจันทน์ ที่อ่านผ่านมานานแล้ว



เล่าว่า...
เป็นเรื่องของเด็กนักเรียนชั้นประถมคนหนึ่งชื่อ “เทรเวอร์ แมคเคนนีย์”
เขาเจอการบ้านมหาโหดของครู นั่นคือ ให้หาแนวคิดที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลก และนำไปปฏิบัติได้จริง
Think of an idea to change the world and put it into action

เด็กน้อยเสนอแนวคิดหนึ่งที่น่ามหัศจรรย์
เป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นภายใต้ความเชื่อที่ว่า “ความดี” สามารถส่งต่อกันได้
ถ้าเราทำความดีช่วยเหลือใครสักคนหนึ่ง และขอให้เขาช่วยคนอื่นอีก 3 คน
โลกเราจะเปลี่ยนแปลงทันที
คิดดูสิว่าวันนี้เราช่วยคน 3 คน วันต่อมา 3 คนนั้นได้ช่วยคนอื่นอีกคนละ 3 คน ก็เป็น 9 คน
วันต่อมาก็จะเพิ่มเป็น 27 คน เพียงแค่ 2 สัปดาห์จะมีคนที่ได้รับความช่วยเหลือถึง 4,782,969 คน
วันต่อมาลองเอา 3 คูณเข้าไปสิครับ คูณไปเรื่อยๆ
ช่างเป็นตัวเลขที่น่ามหัศจรรย์มาก
และคุณหนุ่มเมืองจันท์ยังเขียนไว้ต่อว่า

ผมเคยสัมผัสถึงพลังจากการ “ได้รับ” มาก่อนที่ลำปาง
และเห็นการส่งต่อ “น้ำใจ” จากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง
จาก “พี่พจน์” ถึง “ผู้หญิง” คนนนันี้ มันเป็น “เรื่องจริง” ไม่ใช่ “นิยาย”
เชื่อไหมครับว่าความรู้สึกในวันที่ผมได้รับจดหมายจากพี่ผู้หญิงคนนั้นยังอยู่ในความทรงจำของผมตลอดเวลา
เราก็รู้สึกดีกับการ “ได้รับ” มากพอแล้ว
แต่เชื่อไหมครับว่าเมื่อเทียบกับความรู้สึกที่เรา “ได้รับ” จาก “การให้” ของเรา
แม้จะไม่ได้ตั้งใจก็ตาม หรือแม้จะไม่ได้หวังผลตอบแทนก็ตาม
พลังของความรู้สึกที่ได้รับมันอิ่มเอิบ และท่วมท้นใจ
มากกว่าการ “ได้รับ” โดยที่ไม่ได้ “ให้” มากมายหลายเท่าตัวจริงๆครับ

PAY IT FORWARD ส่งต่อ “น้ำใจ” นี้ไปข้างหน้า ส่งต่อไปเรื่อยๆ
และที่คุณหนุ่มเมืองจันท์ ได้พูดถึงเพื่อชวนให้เพื่อนๆ เล่นเกม PAY IT FORWARD กัน

-----------------------------
จริงๆ แอบคิดไปถึงผลตอบแทนทบต้นในรูปของการลงทุนที่เพิ่งอ่านไปด้วย เอิ๊ก
ขอเล่าสักนิด วันก่อนนู้นไปของานวิจัยของ ดร.ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา จาก money channel มา อ่านแล้วน่าทึ่งมาก
การลงทุนโดยใช้วิธี Magic Formula สามารถสร้างผลตอบแทนจากหนึ่งล้าน กลายเป็น เกือบๆ สองพันล้าน ภายใน 15 ปี แต่ตูเพิ่งเอามาลองใช้กับพอร์ต เพิ่งปรับเนี้ย ปรากฎว่าแลดูดีมาก แต่ไม่กล้าเผย ขอดูระยะยาวๆ ก่อนเด้อ

จริงๆ แล้วตูเอาวิธีการมาดัดแปลงอีกขั้นนึง คิดว่าวิธีนี้น่าจะสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่า แต่ยังไม่ได้ลองวิจัยข้อมูลเก่าดูนะ ขี้เกียจหงะ

ตัวไหนติดลบอยู่อยากจะเปลี่ยนขายทิ้ง มาถือตัวแบบ Magic Formula จัง แต่ก็นะ รอเด้งดีฟ่าา
แย้มอีกนิด ใครอยากเรียน เดือนมีนาน่าจะว่าง เด๋วจะมาสอนแบบเทความรู้ให้เต็มที่
-----------------------


ออกทะเลอีกละ 555+

สรุปดีกว่า หลังจากกินสองเม็ดนั้นเข้าไปแล้ว ปรากฎว่า...

ยามันกัดกระเพาะอะ หนักกว่าเดิมก่อนกินอีก ฮ่าๆๆ นั่งทรมานไปจนถึงเชียงใหม่นู้นนน

แต่... รู้สึกดีจริงๆ นะ ถึงแม้มันเป็นสิ่งเล็กๆ แต่น้ำใจที่เค้ามอบมันไม่เล็กด้วยนา มันอิ่มเอิบใจหงะ

ตอนจบของหนังสือ หนุ่มเมืองจันท์ ซึ่งเขียนไว้ว่า
"ผมไม่รู้ว่าคุณชอบหนังสือเล่มนี้หรือเปล่า แต่ถ้าชอบ และคิดว่าหนังสือเล่มนี้มีค่าพอสำหรับคนที่เรารัก คนที่กำลังสูญเสียความเชื่อมั่น คนที่รู้สึกท้อแท้ใจ คนที่มีปัญหา คิดว่าหนังสือเล่มนี้มีค่าพอที่จะส่งต่อ ไม่ต้องซื้อเล่มใหม่ให้เพื่อนหลอกครับ แต่ลองส่งต่อหนังสือเล่มนี้ให้กับคนที่ต้องการกำลังใจ หรือความรู้สึกดีๆ"
จากคุณ ส่งต่อให้เพื่อน จากคนที่ 1 สู่คนที่ 2
จากคนที่ 2 สู่คนที่ 3
และจากคนที่ 3 สู่คนที่ 4
และช่วยส่งหนังสือเล่มนี้คืนกลับไปให้ “ผู้ให้” คนแรก
ผมเชื่อว่านี่คือ “ของขวัญ” ที่มีค่ายิ่ง
และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้น ณ.จุดเล็กๆ ในโลกนี้
ผมเชื่อว่าวันที่หนังสือเล่มนี้คืนกลับถึงมือเจ้าของตัวจริง
แม้จะเป็น หนังสือเก่า ที่ผ่านมือคน 3-4 คนมาแล้ว
แต่มันจะมีคุณค่าทางใจยิ่งกว่า หนังสือใหม่ เสียอีก
เพราะทุกบรรทัด ทุกหน้า มันมีเรื่องราว
เป็นเรื่องราวของ “การให้” และ “การได้รับ”
ผมแอบเชื่ออยู่ลึกๆ ว่าวงจรแห่งความรู้สึกนี้เมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะไม่มีอะไรจะหยุดมันได้
ความรู้สึกดีๆ นี้จะอยู่ในใจ และส่งต่อออกไปไม่มีที่สิ้นสุด

Just pay it forward :)

สุดท้ายนี้ก็...สุขสันต์วันที่เราบังเอิญได้เจอกันผ่านตัวหนังสือครับบ

วันพุธที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2554

Experience

ประสบการณ์...

คำว่าประสบการณ์ นิยามของกุ หมายถึงความทรงจำที่ผ่านมา แล้วยังคงจำจำได้อย่างยาวนาน เนื่องจากส่วนใหญ่มักมีบทเรียนที่น่าจดจำ หรือเจ็บจำ

ไม่เหมือนกับการเรียน อ่าน ฟัง ทั่วๆไป ไม่นานก็ลืม

ประสบการณ์ส่วนใหญ่ล้วนมาจากการที่ตนเองประสบเอง take action เอง รับเอง เรียนรู้เอง และที่สำคัญ จะจำได้นาน ถือเป็นบทเรียนที่คุ้มค่า

บางประสบการณ์ล้วนน่าจดจำ บางครั้งคิดถึงทีไรก็อดยิ้มไม่ได้ทุกที แต่บางทีเจอคราวเคราะห์ก็ยิ้มไม่ออกเหมือนกัน

แต่อะไรที่มันผ่านเข้ามาแล้วติดอยู่ในความทรงจำ ล้วนสอนอะไรบางอย่างเสมอ

เรื่องบางเรื่องบางทีกคิดว่าตัวเองรู้ดีแล้ว แต่อยู่มาบางวันกลับพบว่าตัวเองไม่รู้อะไรเลยก็มี...

อย่างเรื่องการลงทุน...

บางครั้งก็กำไร บางครั้งก็ขาดทุน แต่เทียบสัดส่วนแล้วกำไรมากกว่าโข

ยกตัวอย่าง อย่างเดือนที่ผ่านมากุขาดทุนจากสัญญา Options ไปก้อนหนึ่ง
กุคิดว่าอย่างมากก็ขาดทุนก็ไม่น่าเกิน 60% จากเงินลงทุน แต่อะไรที่เมิงคิดแค่สองทาง บางทีมันก็เหมือนเล่นตลกมีทางที่สามโผล่มาแบบให้ต๊กกะใจเล่น ( ตอนจบสัญญาค่า Premium ลงไป 99% โดนค่าธรรมเนียมปิดสัญญาอีกราวๆ 1% ครบร้อยพอดี )

จริงๆ แล้วมันเกิดจาก panic sell ของคนในตลาดต่าง dump ราคากันมา จนมันไม่ได้อิง index ที่แท้จริง

รายละเอียดขี้เกียจอธิบายนะ แต่ความรู้สึกเสียดายน้อยมาก รู้สึกว่าเงินที่สูญไปนี่มันคุ้มจริงๆ นะ

ทำให้กุรู้เลยว่าสภาพตลาดบ้านเราไม่เหมาะที่จะเล่น Options เนื่องจากเหตุผลหลายๆ ประการ เป็นความรู้ที่ได้จากการเสียเงินในครั้งนี้

คือจริงๆ กุกะลงเงินก้อนใหญ่กว่านี้อย่างน้อยสักสิบเท่า แล้วถ้าเกิดครั้งนี้มันไม่เกิด panic ดันไปเกิด panic sell ในสัญญาไตรมาสต่อไป

คงจะชีช้ำมิใช่น้อย...

กุเป็นคนที่ชอบเสี่ยง แต่เสี่ยงแบบที่กุรับได้นะ

อย่างตอนทำข้อสอบ เช่นมีสักร้อยข้อ กุมั่นไปใจไป 92 ข้อ

ส่วนอีก 8 ข้อไม่มั่นใจ แล้วใน 8 ข้อนั้น มี 4 ข้อให้จับคู่ ส่วนอีกสี่ข้อเป็นคำถามทั่วๆไป

ข้อที่จับคู่ 4 ข้อ กุจะไม่เลือก ก. ก. สองข้อ แล้วก็ ข. ข. หรือ ค ค ง ง เพื่อที่กุจะได้แค่ 50%

หรืออาจจะเลือก ก ก ก ก เพื่อหวังถูกข้อนึงชัวร์ แน่ๆ

แต่กุจะ take risk เลือก 4 ข้อไม่ซ้ำกันสักข้อเพื่อหวัง 100% ถ้าถูกหมดก็อาจจะได้คะแนนสูงสุด หรือเรียกว่า 'ท๊อประดับ'

และในทางกลับกันหากมันผิดนั่นแปลว่าอาจจะสองข้อ หรืออาจจะผิดหมดเลยก็ได้

แต่กุจะไม่ยอมเริ่มด้วยการผิดครึ่งนึงเป็นแน่แท้

อย่างน้อยถ้ากุผิดหมด กุก็อยู่ในเกณฑ์คะแนนสูงอยู่ดี ผลการตัดสินใจที่ผ่านๆ มา 95% ก็ทำให้กุได้คะแนนท๊อประดับมาตลอด

นิสัยนี้ก็ติดมาเรื่อยๆ แต่ทุกๆ ครั้งที่ผิดพลาดก็มานั่งทบทวนเสมอ แล้วก็ได้เรียนรู้จากครูที่ชื่อว่าประสบการณ์เสมอเช่นกัน

ส่วนมากพอผิดแล้วมันก็จะเห็นข้อที่พลาดทีละจุดๆ เหมือนมันเริ่มเฉลย เลยเริ่มฉลาด

การตัดสินใจจบลงย่อมมีผิดมีถูกบ้าง เป็นธรรมดา (นั่นหมายถึง กำไรกับขาดทุน ในแง่ของการลงทุน)

แต่นั่นไม่สำคัญเท่า "คุณกำไรเท่าไรเมื่อคุณถูก และคุณขาดทุนเท่าไรเมื่อคุณผิด”

***เพราะฉะนั้นชั่วโมงบินในการเรียนรู้สำคัญมากๆ บางเรื่องที่เราไม่เคยเจอ แต่ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มี

เคยนั่งคุยกับเพื่อนบางคน มันบอก "เนี่ยตั้งแต่กุเริ่มขับจักรยาน หรือมอไซมากุไม่เคยล้มเลยแม้แต่ครั้งเดียว"

 "นั่นแปลว่าเมิงยังขี่มันไม่มากพอ..." กุตอบ

วันพุธที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2553

โอกาส กับ การตัดสินใจ

ในชีวิตคนเรา คงเคยได้ยินคำว่า โอกาส ผ่านหูกันมามากมายนับไม่ถ้วน

ไม่ว่าจะ โอกาสดี โอกาสร้าย หรือ เสียโอกาส อะไรก็ตามที ล้วนเป็นสิ่งที่เป็นประสบการณ์ชั้นครูทั้งสิ้น

คำว่าโอกาส นั้น มักมี คำว่า 'ตัดสินใจ' แฝงอยู่

การเลือกที่จะ 'ไม่ตัดสินใจ ก็คือ การตัดสินใจ' กับโอกาสนั้นๆ นั่นเอง

เพราะไม่ว่าจะตัดสินใจปัญหาขี้หมู ขี้หมา หรือใหญ่โตสักเพียงใด กับโอกาสทุกๆ อย่างที่ผ่านมา มันก็มีผลต่อชีวิตทั้งสิ้น มากบ้าง น้อยบ้าง

โอกาสที่ผ่านเข้ามาชีวิตคนเรานั้นมันเหมือนลูกเบสบอลที่ถูกขว้างมา กุคิดว่าไม่จำเป็นต้องตีทุกลูก ตีลูกที่คิดว่าตีได้ถนัดที่สุด แล้วก็หวดให้เต็มแรง...ก็พอ บางลูกก็มาเร็วจนไม่ทันตั้งตัว

แต่บางคน...ก็มัวแต่รอ...รอแล้วรอเล่า...เมื่อไหร่ลูกที่ดีที่สุดจะมาสักที... ลูกแล้วลูกเล่าค่อยๆผ่านไป...

แต่ไม่คิดที่จะตีเลยสักที... แล้วมาคิดย้อนกลับไป ถ้ารูงี้...ตีไปก็คงจะดี... แปลกดีเหมือนกัน...

บางคนถาม... อ่าว...เห้ย แล้วไมไม่หวดมันทุกลูกเลยหล่ะวะ

ดูก่อน สหาย...

เนื่องจากเกมการตัดสินใจของมนุษย์นี่เป็นสิ่งมหัศจรรย์ เพราะใจเป็นใหญ่ การทำอะไรสิ่งหนึ่งต้องตัดสินใจก่อนเสมอไม่ว่าเอ็งจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตามที

ทีนี้มันไม่ใช่มีแต่ว่าเมิงตัดสินใจกับโอกาส หรือเรื่องใดที่ผ่านๆ เข้ามา แล้วก็จบ แต่มันมีเรื่องจิตใจเข้ามาเกี่ยวข้อง

แล้วกายของมนุษย์ที่ประกอบด้วยจิตใจนี่ถือว่ามันเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก

เช่น ถ้าใช้ส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายมากเกินไป กายมันจะเริ่มแสดงอาการออกมา เริ่มมีอาการปวดบ้าง ล้าบ้าง หรืออาจค่อยๆ เสื่อมไปตามสภาพร่างกาย

สิ่งที่เค้าเรียกกันว่า 'มนุษย์' ไม่ได้ประกอบด้วย กายอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องของจิตใจเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

เช่นการที่คนๆหนึ่ง รักคนหนึ่งมาก เมิงทุ่มเทเต็มที่เลย ให้ทุกอย่าง รัก เทคแคร์ ดูแล คิดว่าเป็นรักในอุดมคติ รักที่มีแต่การให้...

(* แต่โดยปกติแล้ว มนุษย์มักมีความพอใจในสิ่งที่เรียกว่าความ 'พอดี' อยู่ลึกๆ สิ่งใดที่เกินไปหรือน้อยไปย่อมก่อเกิดผลกระทบที่เป็นลบมากกว่าผลกระทบที่เป็นบวก )

แต่ผลที่ได้รับกลับมา หรือ reaction ที่เรียกว่าเส้นความคาดหวังสูงกว่าเส้นการรับรู้ในทางทฤษฎี หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่า "ผิดหวัง" ยิ่งถ้าสองเส้นนี้มีระยะห่างมากเท่าใด ก็จะส่งผลแรงขึ้นเท่านั้น

จิตใจมันจะเริ่มส่ออาการมาให้เอ็งรู้ละ ว่ามัน ' ปวดใจ ' หรือ ทุกข์ใจ

มันอาจกำลังบอกว่าเริ่มเป็นการให้ค่าสิ่งๆ นั้นเกิน ' พอดี ' ไม่ก็ทุ่มมากเกินไปรึเปล่า?

ลองคิดดูถ้าเกิดเมิงหวดลูกทุกลูกต่อๆ กัน แรงที่เมิงจะหวดลูกต่อไปย่อมน้อยลง หลักสิบยังพอทน หลักร้อยในระยะเวลาต่อๆ กันหล่ะ?

เพราะฉะนั้นย่อมไม่มีแรงกายแรงใจที่จะหวด 'โอกาส' ที่ผ่านเข้ามานั้นได้อย่างเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด

แต่... แต่ แต่

แต่ในทางกลับกัน ยิ่งใช้ส่วนใดส่วนหนึ่งมากๆ อวัยวะส่วนนั้นหรือจิตใจกลับแข็งแกร่งยิ่งขึ้น... มหัศจรรย์มั้ยหล่ะ

ลองสังเกตุดู พวกที่ออกกำลังกาย ยิ่งใช้ร่างกายส่วนใดมาก ส่วนนั้นก็จะค่อยๆ แข็งแรงขึ้น มีกล้ามเป็นมัดๆ

หรือใช้สมองคิดสิ่งใดมากๆ สมองเมื่อได้รับการฝึกฝนในการคิดก็ย่อมที่จะเป็นคนคิดได้เร็วในศาสตร์ที่ตนถนัด

จิตใจที่ได้เรียนรู้ว่าสุขก็ชั่วคราว ทุกข์ก็ชั่วคราวบ่อยๆ ว่าทุกอย่างเดี๋ยวมันก็ผ่านไป ก็ย่อมปรับตัวและเข้าใจถึงธรรมชาติที่มีได้เร็วกว่าปกติ

แล้วโลกหรือโรงละครใบใหญ่ใบนี้ ก็ไม่เคยให้เมิงได้หวดโดนได้ทุกลูก แล้วสามารถตีโฮมรันได้ทุกลูกด้วยเช่นกัน

มันพยายามจะสอนว่า บางครั้งเมิงก็หวดพลาด บางครั้งก็ตีโดน บางทีเมิงก็ตีโฮมรัน

เพียงแค่สามารถเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่พลาดมาทำให้ฉลาดยิ่งกว่าเดิม และเรียนรู้ทุกข์เพื่อที่จะได้รู้ว่าสุขมีค่าแค่ไหน และในทางกลับกัน ก็เรียนรู้ที่จะเสพเมื่อช่วงเวลาแห่งความสุขผ่านเข้ามา

และไม่ว่าจะสุข หรือทุกข์กับโอกาส กับการตัดสินใจที่ผ่านๆ มากเพียงใด ให้จงระลึกไว้เสมอว่า

เดี๋ยวมันก็ผ่านไป...

วันจันทร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ความทรงจำ ณ แดนปลาดิบ

เฟี้ยววววววววว.... เสียงเครื่องบินร่อนลงจอด ณ สนามบินนาริตะ



ชายหนุ่มจากเมืองไทยหิ้วกระเป๋าใบเขื่องสองใบโตๆ สะพายเป้อีกใบไว้ข้างหลัง เสียบหูฟัง ลากกระเป๋าดังครืดๆ ไปยังช่องขาเข้า

เพื่อเข้าดินแดนแห่งเทคโนโลยี ที่เรียกกันว่า 'ญี่ปุ่น' หรือ 'ดินแดนปลาดิบ'

ย้อนกลับไปเมื่อก่อนหน้านั้นก่อนที่โครงการ Work and Travel เมื่อราวๆ สองสามปีก่อนจะเริ่มต้นขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องราวของทั้งหมด

นัดแนะกันสี่คนว่าหลังจากทำงานที่เมกาเสร็จ จะไป Stop Over ที่ญี่ปุ่นสักอาทิตย์ เลยจัดการเปลี่ยนสายการบินจาก China Airlines เป็น ANA

พอไปถึงเมกาสักพัก พวกมันดันเปลี่ยนใจ เปลี่ยน Flight กลับเมืองไทยกันหมด มีเหตุผลต่างๆ กันไป

ไอเชาว์คิดถึงเมีย ไอเชนแม่ไม่สบาย ไอไข่ไม่รู้มัน...

สรุปเหลือกุคนเดียวที่ยังยืนหยัดว่ายังจะไป และ 'อยากไป' ญี่ปุ่นอยู่

หลังเลิกงานจากโรงแรมแล้วก็จะนั่งเล่นเน็ตหาแหล่งท่องเที่ยว ที่พัก จนดึกๆ ทุกวัน ตามเว็บพันทิพย์บ้าง เว็บ Review อื่นๆ บ้าง นั่งหาอยู่สองอาทิตย์

จริงๆ บางวันเหนื่อยๆ หลังเลิกงานก็ไม่อยากหาข้อมูลต่อหรอก แต่เผอิญว่า...กุทำกุญแจบ้านหาย เลยต้องรอคนในบ้านกลับมาก่อน ซวยสาด

ทุกทีกุจะชอบกลับบ้านเร็วๆ ไปทำอาหารกินเอง ไม่ก็นอนจิบเบียร์ ฟังเพลง ไม่ก็ไปปาร์ตี้กะเด็กไทย ทำอาหาร เล่นเกมกัน เล่นไพ่ นั่งคุยกัน เพลินดี ชีวิตสุขีหงะ พวกที่ไปเจอกันที่นู่น ตอนนี้ก็ยังคุยกันอยู่ แต่ช่วงนั้นกลับเร็วไม่ได้ เพราะไม่มีกุญแจ

ตอนหลังพบว่าในตู้เก็บของแม่งมีกุญแจสำรองเกือบสิบอัน ตอนกุทำความสะอาดวันสุดท้ายก่อนออกจากบ้าน สาดด

เสร็จตัดสินใจเลือกโรงแรมไป เสียค่าจองไป 10% ของค่าเข้าพัก

นั่งกับไอไข่สองคน ขึ้นเครื่องจากเมกา สู่นาริตะ เสร็จแม่งก็เซย์กู๊ดบายกุ ดูหวิวๆ ชอบกล ที่กุต้องอยู่ญี่ปุ่นคนเดียวอาทิตย์นึง

ถึงแม้ว่าจะไปเที่ยวคนเดียว แต่ก็มีเรื่องประทับใจมากมาย

เริ่มจากสายการบิน ไม่ใช่เพราะแอร์น่ารัก แต่ประทับใจในการบริการ

พอดีกุลืมแจ้งสะสมไมล์ข้างล่างที่เค๊าเตอร์ แต่ขึ้นมาบนเครื่องแล้ว เลยถามแอร์ว่าทำไงดี

แอร์มันก็บอกเด๋วกลับมาคุยนะคะ มันก็ไปเสิร์ฟอาหาร ไรของมันอะ กุกินเสร็จ หลับ...

แล้วคนญี่ปุ่นที่นั่งข้างๆ แม่งจี้อย่างเว้ย แม่งปวดฉี่มาก แต่มันไม่กล้ารบกวนกุอะ คือเห็นกุหลับอยู่

กุตื่นอีกทีตอนกินอีกมื้อ (ห่างกันหลายชม.) ตอนแอร์เดินมาเสิร์ฟอาหารอีกรอบ กุเห็นผู้หญิงข้างๆ มันไม่กิน แถมดูรีบร้อนชอบกล

เลยหันหน้าไปมอง ทำหน้าแบบเห้ย แม่งต้องไรเป็นสักอย่าง คืออายุก็ประมาณ 25 26 อะ

กุถามว่าคุณต้องการเข้าห้องน้ำมั้ย... ดูท่าแกดีใจมากที่ถามเค้าแบบนั้น เลยรีบเดินไปห้องน้ำ

เค้ากลับมานั่งเสร็จ... กุบอกเค้าไปว่า นี่คุณ... คราวหน้าไม่ต้องเกรงใจนะครับ ถ้าต้องการเข้าห้องน้ำปลุกผมก็ได้

เค้าก็พยักหน้า เซย์ thank you ๆๆๆ สำเนียงญี่ปุ่น

จริงๆ แล้วกุนอนไม่ค่อยหลับหรอกบนเครื่อง แล้วกุค่อนข้างเห็นใจเค้านะ กุเคยเจอแบบนี้เหมือนกัน

ตอนขาไปเมกา กุบ้าจี้ไปกินเป๊ปซี่ เสร็จต่อด้วยเบียร์อีกสองป๋อง กะหลับยาวไปถึงนู่น ที่ไหนได้ ได้เรื่องเลย จะอ๊วก เวลานั่งเครื่องนั่งเบาะในแม่งออกลำบาก กุออกทีเลยไปยืนแช่ในห้องน้ำนานๆ แม่งเจือกไม่อ๊วก แต่มวนท้องชิบ

แล้วคนญี่ปุ่นน่ารักอีกอย่างเว้ย พวกที่แม่งเป็นหวัด มันจะใส่หน้ากากตลอด ทุกคน คือมันค่อนข้างแคร์คนรอบข้างมาก

ก่อนจะถึงนาริตะประมาณครึ่งชม. แอร์ก็มานั่งคู้ๆ ข้างๆ เอาสมุด เบอร์ติดต่อเกี่ยวกับเรื่องสะสมไมล์มาให้ครบถ้วน

แถมอธิบายละเอียดเชียว จริงๆ กุนึกว่ามันลืมไปละ น่าประทับใจดี

กุไปถึงญี่ปุ่นปุ๊บ พบว่ากุจองวันผิด ลืมคิดเรื่องคาบเกี่ยวของเวลา จองห้องพักเร็วไปวันนึง คิดว่าไม่เป็นไรมั้ง...

ไปแลกเงินเสร็จ โอ๊ว ได้มาราวๆ เจ็ด-แปดหมื่นเยน (ราวๆ 20,000 กว่าบาท) แล้วเอาเบอร์โทรโรงแรมมากดตามตู้สาธารณะในสนามบินนั่นแหละ

กดไปกดมา เห้ย... แม่งกดไงวะ ห่า... จิ้มนานเข้าๆ ต่อไม่ติดซะที จนกุเริ่มอายคนที่จะมาใช้ต่อ

ทำไงดีวะเนี่ย มาถึงก็ดึก ห้องพักก็ติดต่อไม่ได้.... กุเลยไปคุยกับพวกที่มันให้เช่าลีมูซีน กะรถทัวร์เข้าเมืองอธิบายไป

บอกผมติดต่อโรงแรมไม่ได้ แล้วผมก็มาช้าไปวันนึง เค้าเลยโทรให้ แล้วให้กุคุย ไอ Reception แม่งบอกคุณมาสายไปหนึ่งวันนะ

ถ้ายังต้องการจะเข้าพักอยู่ คุณต้องจ่ายค่าห้องพักของเมื่อวานด้วย T_T $60-$70 ได้มั้ง เสียดายหงะ

ด้วยความที่มีกระเป๋าใบโตๆ อยู่สองใบ แถมเป้สะพายอีกใบ กุก็ไม่รู้จะไปเดินหาโรงแรมยังไง เลยยอมจ่ายไป

นั่งรถทัวร์สามชั่วโมง ไปชินจูกุ เสร็จนั่ง Taxi ไปโรงแรม


Shinjuku ยามค่ำคืน

พบว่า TAXI ของญี่ปุ่น มี GPRS ทุกเครื่อง แถมมีใบเสร็จให้ทุกครั้ง แล้วเศษที่เหลือนิดๆหน่อยๆ ไม่กี่ร้อย กี่สิบเยน คนขับก็จะทอนทุกครั้ง (หรือคันเฉพาะคันที่ตูนั่งฟะ)

ถึงโรงแรมดึกๆ เจอ Reception ที่คุยด้วยเมื่อช่วงก่อนหน้านั้น เอากุญแจ กะบัตรเข้าห้องมา นั่งอ่าน rules ของโรงแรม

เอี้ย ทำกุญแจหายเจอปรับ 50,000 เยน ( ประมาณ 15,000 บาท ) เวลาไปไหนกุเลยไม่พกกุญแจไปด้วย ฝากไว้ที่ counter ทุกครั้ง (กุญแจแม่งก็ทรงประหล๊าด ประหลาด)

ลงมา Survey รอบๆ แถวที่พัก เจอร้านขายบะหมี่แบบชาวบ้านๆ  ด้วยความที่เห็นใน Series มามากมาย เลยเดินเข้าไป

พอมีคนเดินเข้าไปปุ๊ป พนักงานทั้งร้าน เข้าใจว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน จะหันมาพูด 'อิรัสไชมะเซะ' กันทุกคน ไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ก็ตาม

เมนูมันเป็นภาษาญี่ปุ่นหมด กุไม่รู้เลือกไรดี หิวๆ ด้วย เลยชี้ไปอันที่แพงสุด พันเยนนิดๆ ( คิดเป็นเงินไทยราวๆ 300 บาทได้ แพงนะนั่น )

แต่ค่าครองชีพที่นั่นมันก็ราวๆ นี้แหละ

ถามกุเอาเส้น อุด้ง กับไรอีกอันไม่รู้ กุเลยเอาอุด้ง เสิร์ฟมาชามบะเร่อ พร้อมกับน้ำเปล่าเย็นๆแก้วหนึ่ง มาเติมให้เรื่อยๆ

บางเครื่องปรุงแปลกๆ ก็ลองเหยาะๆ ชิมๆ ปรุงเน้นเผ็ดเป็นหลัก ตามแบบที่ตัวเองชอบ 555+

อร่อยดีเหมือนกัน กินหมดชาม น้ำซุปก็ซดจนหมด แกมาถามว่าอร่อยมั้ย กุตอบ โออิชิๆ พร้อมทั้งชูนิ้วโป้งให้ แกยิ้มแฉ่ง

พอลุกออกจากร้าน พนักงานในร้านก็พูดพร้อมๆ กันอีก แต่พูดว่าไรไม่รู้ ดูน่ารักดีอะ ให้ Service mind เต็มร้อย

เดินเข้าคล้ายๆ เซเว่นบ้านเราหยิบลูกอมมาถุง น้ำขวด ขนมอีกถุง หลายร้อยเยนเหมือนกัน

ขึ้นไปนั่งกินบนห้อง เห็นมีตู้ขายน้ำ กดเบียร์โลด อาซาฮีขนาดใหญ่สองป๋อง เหลือบไปเห็นไอตู้ข้างๆ

เป็นตู้ขายกับแกล้ม ! Amazing มาก สาด แม่งมีปลาหมึก อะไรแปลกๆ อีกหลายๆ อย่าง ไม่กล้ากดมาลอง

นั่งจิบเบียร์ ไม่หร่อยเลย สู้พวก Blue Moon , Coor Light , Amstel , หรือเบียร์บ้านๆ เราไม่ได้

กินไปป๋องนึงอีกป๋องแช่ในตู้ ลงไปเดินเล่นข้างล่างต่อ ระหว่างเดินไปลิฟท์เจอเครื่องอันนึง

ให้หยอดแบงค์พันเยน จะได้รีโมท... เอาไว้ดูหนังโป๊ เพิ่งมารู้เมื่อพักหลังจากนั้นหลายๆ วัน

แล้วในห้องมันจะมีหนังสือหนังโป๊อธิบายการใช้ไอรีโมทนั่นแหละ ไอ่รีโมทเนี่ยแม่งดูได้สองร้อยกว่าช่องมั้ง 55555555

ลงไปเดินเล่นข้างล่างยัง Survey ไม่ครบ เดินๆ ไปเจอร้านประมาณว่านั่งดริ๊ง

มีผู้หญิงแต่งชุดราตรีนั่งอยู่หน้าร้านประมาณสามสี่คน แต่ละคนหน้าตาจิ้มลิ้มทั้งนั้น แต่ไม่ได้คิดจะเข้าไป

หน้าร้านมีราคาเป็นชั่วโมงๆ แปะไว้ อ่านไม่ออก ดูแต่ตัวเลข หลายพัน - หลายหมื่นเยนอยู่ แต่ไม่ได้สนใจไรมาก

สำรวจแถบๆ นั้นจนครบ เจอสถานที่สำคัญๆ ครบหมดละ พวก Subway , ร้านขายของ , อาหาร , เดินไปดูห้างมัน

ดูเสร็จก็กลับขึ้นมาอาบน้ำ เอาชุดยูกาตะมาใส่ นอนแช่อ่างอาบน้ำ จิบเบียร์อีกป๋องที่เหลือ หลับยันเช้า

... ไว้ค่อยต่อตอน 2